ภาวะน้ำตาลสูงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองนั้น อาจแบ่งออกได้เป็นระดับน้ำตาลที่สูงภายหลังการรับประทานอาหาร และน้ำตาลที่สูงแม้ในขณะที่อดอาหาร กลไกที่สำคัญของการเกิดน้ำตาลในเลือดที่สูงนี้เกิดจาก ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่วมกับความผิดปกติของเบต้าเซลล์ที่ตับอ่อน ไม่สามารถสร้างและหลั่งอินซูลินได้เพียงพอ การรักษาในระยะแรกนั้น มุ่งเน้นที่การควบคุมอาหาร ซึ่งจะลดระดับน้ำตาลภายหลังการ รับประทานอาหารลงได้ การลดน้ำหนักตัวลงร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยให้ภาวะดื้อต่ออินซูลินดีขึ้น จนทำให้ระดับน้ำตาลในขณะอดอาหาร (น้ำตาลในตอนเช้า) ลดลงได้ อย่างไรก็ตามเมื่อการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายไม่เป็นผล จำเป็นต้องได้รับยาซึ่งจะออกฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยาต่างๆ เหล่านี้ในปัจจุบันมีมากมาย และมีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันไป แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย การเลือกใช้ยาแต่ละชนิดควรต้องพิจารณาถึงข้อบ่งชี้ของการใช้ยา ข้อห้าม รวมทั้งอาการอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ การใช้ยาต่างๆ เหล่านี้ ควรต้องคำนึงถึงปฏิกิริยาต่อกันระหว่างยา เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีโรคต่างๆ หลายอย่างร่วมด้วย การได้รับยาหลายๆ ชนิดรวมกัน มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนการใช้ยาได้โดยง่าย
ยาชนิดรับประทานคืออะไร
• ยาเบาหวานชนิดเม็ด ใช้เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
• ยา เบาหวานชนิดเม็ด มิใช่อินซูลิน อินซูลินไม่สามารถใช้รับประทานได้ เนื่องจากอินซูลินเป็นโปรตีนที่ถูกทำลายได้ด้วยน้ำย่อย เช่น โปรตีนชนิดอื่นๆ
• ยาชนิดเม็ดจะมีประสิทธิภาพเมื่อตับอ่อนยังผลิตอินซูลินได้บ้าง
ยาชนิดเม็ดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. ยากระตุ้นการทำงานของตับอ่อน
2. ยาเสริมสร้างการทำงานของอินซูลิน
3. ยาลดการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย
1. ยากระตุ้นการทำงานของตับอ่อน ยากลุ่มนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ
1.1 กลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เช่น กลิปีไซด์ กลิคาไซด์ ไกลเบนคลาไมด์
1.2 กลุ่มรีพาไกลไนด์
• วิธีใช้ รับประทานก่อนอาหาร 30 นาที สำหรับยากลุ่มแรก ยารับประทานก่อนอาหารทันที สำหรับยากลุ่มที่ 2
• ข้อห้ามใช้ ประวัติแพ้ยา โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง
• ข้อควรระวัง อาการน้ำตาลต่ำ
2. ยาเสริมสร้างการทำงานของอินซูลิน
2.1 ไบกวาไนด์ เม็ทฟอร์มิน เสริมสร้างการทำงานของอินซูลินที่ตับ โดยทำให้ตับผลิตน้ำตาลลดลง
• วิธีใช้ รับประทานหลังอาหาร
• ข้อห้ามใช้ ประวัติแพ้ยา โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง
• คุณสมบัติพิเศษ ลดน้ำหนักในผู้ป่วยเบาหวานที่อ้วน ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด มีผลดีต่อระดับไขมันในเส้นเลือด
• ข้อควรระวัง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ท้องผูก
2.2 โทรกลิตาโซน โรสิกลิตาโซน ไพโอกลิตาโซน เสริมสร้างการทำงานของอินซูลินที่กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อได้แก่
• วิธีใช้ รับประทานหลังอาหาร
• ข้อห้ามใช้ ประวัติแพ้ยา โรคหัวใจวาย โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง
• ข้อควรระวัง ต้องมีการตรวจการทำงานของตับ อย่างสม่ำเสมอและ ขาบวม น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นได้
3. ยาลดการดูดซึมของน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย
3.1 เอคาร์โบส และโวกลิโบส ยากลุ่มนี้จะรบกวนการทำงานของน้ำย่อยที่ใช้ย่อยสารอาหารจำพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต ) ในทางเดินอาหาร ยากลุ่มนี้จะลดระดับน้ำตาลได้เล็กน้อย ใช้ร่วมกับยากลุ่มอื่น
• วิธีใช้ รับประทานพร้อมกับอาหารคำแรก
• ข้อห้ามใช้ ประวัติแพ้ยา โรคไตเรื้อรัง
• ข้อควรระวัง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย
การใช้ยาเม็ด
• ไม่ควรใช้ยาร่วมกับผู้อื่นหรือแบ่งปันให้ผู้อื่น
• เรียนรู้ชื่อยา ขนาดและวิธีใช้ยา
ระยะเวลาออกฤทธิ์
• ระยะเวลาการออกฤทธิ์ คือ ช่วงเวลาที่ยาเริ่มออกฤทธิ์จนหมดฤทธิ์ยา
• เวลาออกฤทธิ์สูงสุด และจำนวนครั้งที่ใช้ต่อวัน โดยทั่วไปประมาณ 6-24 ชั่วโมง ยกเว้น
คลอโปรพาไมด์ (Chlorpropamide) (48 ชม.) และ อะคาร์โบส (1 ชม.)
ใช้ยาเมื่อใด
- ผู้ป่วยอาจใช้ยาวันละครั้งหรือ 3 ครั้งต่อวัน ความถี่ของการใช้ยาขึ้นอยู่กับระยะเวลาการออกฤทธิ์ และปฏิกริยาตอบสนองของร่างกาย
- ควรใช้ยาตามแผนการรักษา
- ควรใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน
- ไกลพิไซด์ (Glipizide) ควรใช้ก่อนอาหาร 30 นาที
- อะคาร์โบส ควรใช้ขณะรับประทานพร้อมอาหาร ไม่ควรรับประทานยาหากลืมหรืออาหาร
ควรจดจำเวลาที่ใช้ยา
• ถ้าลืมรับประทานก่อนอาหารมื้อเช้า ให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้
• ถ้าใช้ยาวันละครั้งและลืมรับประทานยา 1 วัน ไม่ควรรับประทานยาชดเชยเป็น 2 เม็ด ในวันถัดไป
• ถ้าใช้ยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น และลืมรับประทานยามื้อเช้า ไม่ควรรวบยา 2 มื้อ ในมื้อเย็น
• ข้อเตือนใจ
- ใช้ยาในเวลาเดียวกันทุกวัน
- ใช้ยาในเวลาเดียวกับยาอื่นๆ ที่มี หรือกิจกรรมอื่นๆ เช่น การแปรงฟัน
- เก็บยาไว้ในที่มองหาง่ายและหยิบง่าย
- ให้ความสนใจมื้อที่มักจะลืมเสมอ เช่น มื้อกลางวันหรือมื้อเช้า
- จัดลำดับมื้อยาให้จำง่ายด้วยตนเอง
- แบ่งขนาดยาเป็นมื้อๆ ต่อวัน
การดูแลและการเก็บรักษายา
• เก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้องไม่ต้องแช่เย็น
• ไม่ใช้ยาที่หมดอายุ
• สังเกตสีของยาที่เปลี่ยนไปไม่ควรใช้
• เก็บ ยาไว้ติดตัวเมื่อเดินทาง ไม่ควรใส่ในกระเป๋าเสื้อผ้า และควรเตรียมยาให้เกินปริมาณที่จะใช้สักเล็กน้อย ควรมีใบรับรองแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้กรณีเดินทางไปต่างประเทศ
อาหารและการออกกำลัง
• ยาเม็ดจะออกฤทธิ์ได้ดีต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วย
• รับ ประทานอาหารตรงเวลาและสม่ำเสมอ รับประทานอาหาร 3 มื้อใหญ่ จะดีกว่ารับประทานเพียงมื้อเดียวต่อวัน ช่วยให้ตับอ่อนทำงานตามรูปแบบซึ่งทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลดีขึ้น
• การ ออกกำลังกายช่วยเผาผลาญพลังงานทำให้จิตใจเบิกบาน เพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และทำให้ระดับกลูโคสต่ำลง อาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย มักไม่จำเป็นในผู้ป่วยที่ใช้ยารับประทาน
ข้อควรระวังในการใช้ยา
• ไม่ควรใช้ยาเม็ดในหญิงมีครรภ์ หรือ ระยะให้นมบุตร
• แม้จะเจ็บป่วยและรับประทานอาหารไม่ได้ ควรใช้ยาต่อไปไม่ควรขาดยา และควรปรึกษาแพทย์
Tags: ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเบาหวาน, ยารักษาเบาหวาน, เบาหวานกับการออกกำลังกาย, โภชนาบำบัด, โรคแทรกซ้อนของเบาหวาน
Leave a Reply