ความสัมพันธ์ของอาหาร  ระดับน้ำตาลในเลือด  และระดับอินซูลินในเลือด

ร่างกายมนุษย์ต้องการพลังงานเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตเหมือนกับเครื่องจักร เครื่องยนต์ พลังงานส่วนใหญ่ได้มาจากน้ำตาลที่อยู่ในเลือด เมื่อเรารับประทานอาหาร  สารอาหารต่างๆ จะถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้ย่อยจนมีขนาดเล็กมากและดูดซึมผ่านผนังลำ ไส้เข้าสู่กระแสเลือด  สารอาหารบางจำพวกจะถูกย่อยสลายจนกลายเป็นน้ำตาลกลูโคสซึ่งมีขนาดเล็กมาก  และดูดซึมผ่านผนังสำไส้เข้าสู่กระแสเลือด  ภายหลังรับประทานอาหารเราจึงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

สารอาหารชนิดต่างๆ กับระดับน้ำตาลในเลือด

อาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันประกอบด้วยสารอาหารหลัก  6 ชนิดที่สำคัญ  ได้แก่  โปรตีน  คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ แต่สารอาหารที่ให้พลังงานและมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมี  3  ชนิดคือ  คาร์โบไฮเดรต  โปรตีนและไขมัน  มีผลในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดต่างกัน โดยคาร์โบไฮเดรตจะถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำตาลทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนจะให้พลังงานราวครึ่งหนึ่ง ส่วนไขมันจะถูกสะสมไว้เป็นพลังงานสำรองมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดราว 10 %

คาร์โบไฮเดรต

อาจแบ่งเป็น  2 ประเภทที่สำคัญ คือ
1. คาร์โบไฮเดรตจำพวกน้ำตาล  ได้แก่  น้ำตาลชนิดต่างๆ เช่น  น้ำตาลทราย น้ำตาลปีบ น้ำตาลอัดก้อน น้ำหวาน  เยลลี่  ลูกอมรสชนิดต่างๆ น้ำผลไม้   คาร์โบไฮเดรตชนิดนี้ดูดซึมได้รวดเร็ว  ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานรับประทาน  ยกเว้นในกรณีมีอาการน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งมักเกิดเมื่อผู้ป่วยรับประทานอาหารช้ากว่าเวลาที่กำหนด หรือรับประทานน้อยไป
2.  คาร์โบไฮเดรตจำพวกธัญพืชและผักผลไม้  ได้แก่  ข้าว  ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง  เผือกมัน  และผลไม้  อาหารประเภทนี้มีใยอาหารมาก  และเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของผู้ป่วยเบาหวาน

คาร์โบไฮเดรตทั้งสองชนิดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ไม่แตกต่างกัน  ปริมาณคาร์โบไฮเดรตทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับแต่ละมื้อ แต่ละวันจึงมีความสำคัญมาก  ถ้าได้รับแต่ละครั้งมากเกินไป ก็จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูง  ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรกระจายอาหาร ที่มีคาร์โบไฮเดรตในแต่ละมื้อให้เหมาะสม  ปัจจุบันไม่ได้ห้ามผู้เป็นเบาหวานรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลทั้งหมด  แต่ควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารประเภทน้ำตาลที่ไม่มีสารอาหารอื่นนอกจาก คาร์โบไฮเดรตอย่างเดียว    เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นรวดเร็ว  ผู้เป็นเบาหวานควรเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวก  ข้าว  ก๋วยเตี๋ยว  ผัก  ผลไม้  ซึ่งมีวิตามิน เกลือแร่  และใยอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายแทนน้ำตาล

โปรตีน

เป็นสารอาหารช่วยในการเสริมสร้างและซ่อมแซมส่วนต่างๆ ใน ร่างกายมีมากใน  เนื้อสัตว์ต่างๆ  ไข่   ถั่วเมล็ดแห้ง  เต้าหู้  โปรตีน  เมื่อผ่านการย่อยแล้วจะต้องอาศัยอินซูลินนำเข้าสู่เซลล์   เพื่อใช้ในการเสริมสร้างร่างกาย  สารโปรตีนสามารถเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสได้ 58 % จึงทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ไขมัน
เป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน และช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันแบ่งเป็น 3 ชนิด

1. ไขมันอิ่มตัว  (Saturated  fat)  พบมากในไขมันสัตว์  น้ำมันมะพร้าว  กะทิ   ไขมันชนิดนี้ทำให้ระดับคอเลสเตอรอล ในเลือดเพิ่มขึ้น
2.  ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsaturated fat) มีมากในถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันชนิดนี้ช่วยลดระดับโคเรลเตอรอลในเลือดและ LDL–C  ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลว
3.  ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว  (Monounsaturated fat)   มีมากในน้ำมันมะกอก  น้ำมันรำข้าว  น้ำมันถั่วลิสง  น้ำมันปาล์ม  น้ำมันชนิดนี้ช่วยลดระดับโคเรลเตอรอลในเลือด  LDL-C  คอเลสเตอรอล  และไม่ลด HDL- C ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่ดี

วิตามินและเกลือแร่

ช่วยในการเสริมสร้างร่างกาย และควบคุมการทำงานต่างๆในร่างกาย  ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารครบ  5 หมู่ ได้แก่  ข้าว  เนื้อสัตว์  ไขมัน  ผัก  ผลไม้  ในปริมาณที่เพียงพอ  ก็จะได้วิตามิน  เกลือแร่  ตามที่ร่างกายต้องการโดยไม่ต้องเสริม

ใยอาหาร
มีมากในผัก  ผลไม้  แบ่งออกเป็น  2  ชนิด
1. ใยอาหารชนิดละลายน้ำ  ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็ก  และช่วยลดคอเลสเตอรอล
2. ใย อาหารชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ  ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ  ป้องกัน  อาการท้องผูก  ริดสีดวงทวาร  และมะเร็งลำไส้ใหญ่   และใยอาหารยังช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น

แนวทางการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
เพื่อการมีสุขภาพที่ดี  ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารตามข้อปฏิบัติ  การบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย  ตามรูปธงโภชนะบัญญัติ  ของกระทรวงสาธารณสุข  โดยรับประทานให้ครบ  5 หมู่  ตามสัดส่วนแสดงในภาพ  เพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน

1. กลุ่มข้าว แป้ง

เป็นอาหารที่ให้พลังงานเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีโปรตีน  วิตามิน  เกลือแร่   และใยอาหาร  ผู้ป่วยควรได้รับให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย  ซึ่งจะแตกต่างกันตามน้ำหนักตัว  และกิจกรรมการทำงานของแต่ละคนในผู้ที่อ้วน  และได้รับคำแนะนำให้ลดน้ำหนัก  ควรลดปริมาณหรืออาหารแป้งชนิดอื่นลงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยได้รับ หรือปริมาณมื้อละ 2 ทัพพี สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักปกติ ไม่อ้วนแต่ทำงานเบา สามารถรับประทานได้มื้อละ 3 ทัพพี  ถ้าเป็นผู้ที่ใช้แรงงานมาก  อาจเพิ่มได้มากกว่านี้

2. กลุ่มผัก

เป็นอาหารที่มีวิตามิน  เกลือแร่ใยอาหารมาก  โดยเฉพาะผักสีเขียวเข้ม  ผักสีเหลือง  เช่นผักบุ้ง  ผักคะน้า  แครอท  ผักกวางตุ้ง   ใยอาหารในผักช่วยให้น้ำตาลในลำไส้ดูดซึมได้ช้าลง  และช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลด้วย  นอกจากนี้ในผักยังมีสารไฟโตเคมีคอล  (phytochemical)  ช่วยป้องกันมะเร็งในอวัยวะต่างๆ  ผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับมื้อละ  ½ -1  ถ้วยตวง   วันละ  2-3   ครั้ง

3. กลุ่มผลไม้

เป็นอาหารที่มีวิตามิน  เกลือแร่  และใยอาหารมาก  ผลไม้แต่ละชนิดมีน้ำตาลมากน้อยต่างกัน  บางชนิดมีรสหวานจัด  เช่น  ทุเรียน  ขนุน  ลำไยไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน  ผู้ป่วยควรเลือกผลไม้ที่หวานน้อย  เช่น  ส้ม  ฝรั่ง  มะละกอสุก  แอปเปิล   และรับประทานแต่พอควร    หากได้รับครั้งละมาก สามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้

5. กลุ่มน้ำนม

ประกอบด้วยโปรตีน   คาร์โบไฮเดรต   ไขมัน  ไวตามิน  เกลือแร่  โดยเฉพาะมีแคลเซียมมาก   ควรดื่มวันละ  1-2  แก้ว  ควรเลือกนมไม่มีไขมัน  หรือไขมันต่ำ  ชนิดไม่ปรุงรสและไม่เติมน้ำตาล
ไม่ควรดื่มนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม เนื่องจากมีน้ำตาลและน้ำผลไม้
ผู้ ป่วยเบาหวานที่ตรวจพบไข่ขาวในปัสสาวะ แสดงว่าประสิทธิการทำงานของไตลดลง   และแพทย์ให้จำกัดโปรตีนในอาหาร  ให้ลดปริมาณเนื้อสัตว์ทุกชนิดลง ทั้งปลา   และน้ำนม  โดยให้รับประทานเนื้อสัตว์มื้อละ  2  ช้อนกินข้าว  วันละ  3 มื้อ  ถ้าดื่มน้ำนม ให้ลดลงเหลือ ½ - 1 กล่อง  (120-240 ซีซี)    รับประทานไข่ขาววันละ  2 ฟองเป็นประจำ หรือในปริมาณที่แนะนำ

6. กลุ่มไขมัน
ควรรับประทานแต่พอควร  และเลือกน้ำมันรำ  น้ำมันถั่วลิสง  น้ำมันถั่วเหลือง  ในการประกอบอาหาร  รับประทานอาหารที่มีกะทิน้อยลง

เกลือ ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานแต่น้อย  โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูง  เลี่ยงอาหารหมักดองเค็ม  และการเติมซอสรสเค็ม ขณะรับประทานอาหาร
น้ำตาล เป็นอาหารให้พลังงานอย่างเดียว  ไม่มีวิตามิน  เกลือแร่   ใยอาหาร เป็นสาเหตุทำให้น้ำตาลในเลือดสูงควบคุมไม่ได้    ผู้ป่วยเบาหวานจึงควรหลีกเลี่ยง   อาหารที่มีน้ำตาลมาก  ขนมหวาน  น้ำหวาน   ถ้าติดรสหวานให้ใช้น้ำตาลเทียมแทน  ในบางโอกาสเมื่อต้องการรับประทาน

ขนม เช่น  วันปีใหม่  วันเกิด  ผู้ป่วยต้องรู้จักวางแผนการรับประทานอาหารล่วงหน้า และรู้จักแลกเปลี่ยนอาหาร   โดยแลกเปลี่ยนขนมกับข้าวหรือผลไม้ที่รับประทานในมื้อนั้น  เช่น  วางแผนรับประทานขนมชั้น  1  ชิ้น  (2×2 นิ้ว)  ต้องลดข้าวลง  1 ทัพพี ถ้าเคยรับประทานอยู่  2 ทัพพี  ก็ต้องรับประทานเพียง  1 ทัพพี และงดผลไม้และอาหารทอดในมื้อนั้น
แอลกอฮอล์   ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยง  ในงานเลี้ยงหากต้องดื่มควรเลือกวิสกี้เจือจางไม่เกิน  2 เป๊ก  และไม่ควรดื่มขณะท้องว่าง  เพราะอาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ ถึงหมดสติได้  ทั้งนี้เพราะแอลกอฮอล์ไปเสริมฤทธิ์ยารักษาเบาหวาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงรวดเร็ว

โดยสรุป

จะเห็นว่า  การควบคุมอาหารในปัจจุบัน  ผู้ป่วยมีอิสระในการเลือกรับประทานได้หลากหลาย   ไม่ได้จำกัดอาหารอย่างเข้มงวด   แต่ผู้ป่วยต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ  เรียนรู้การใช้อาหารแลกเปลี่ยน อ่านฉลากโภชนาการที่หน้ากระป๋องหรือกล่องบรรจุอาหารและทำความเข้าใจ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนอาหารของตนเอง   จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างสม่ำเสมอ  ช่วยให้มีสุขภาพแข็งแรง  และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

Tags: , , ,

Leave a Reply

You can use these tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

my
space counter